Monday, June 16, 2014

เปิดโปงนักวิชาการเทียมกับผู้หนุนหลังต่างชาติ

ความอัปยศของนักโฆษณาชวนเชื่อที่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติกำลังบ่อนทำลายและเป็นภัยต่อประชาคมนักวิชาการแท้

English version here: "Exposing Fake Academics & Their Foreign Backers"

9 มิ.ย. 2557 (โทนี่ คาร์ตาลุชชี่ - ATN) - การยึดอำนาจของกองทัพเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ได้ขับไล่ระบอบของอาชญากรที่ถูกตัดสินลงโทษ หนีคดี และมหาเศรษฐีผู้ต้องหาคดีสังหารหมู่ชื่อทักษิณ ชินวัตร และได้"เขย่าต้นไม้" ล้มล้าง และเปิดโปงการบ่อนทำลายของเครือข่ายต่างๆของทักษิณ ซึ่งต่างชาติให้ทุนสนับสนุน ที่ได้ดำเนินการมาเป็นเวลานานหลายปี เพื่อที่จะช่วยเหลือสนับสนุนความพยายามของทักษิณในการกัดกร่อน ล้มล้าง สถาบันหลักและความมั่นคงทางการเมืองของไทย 


(ภาพ 1: ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามสี ชมเชยคนเสื้อแดงอย่างเปิดเผย และยังได้ร่วมในการประท้วงของจักรกลทางการเมืองของทักษิณกลุ่มนี้ด้วย ปิ่นแก้วได้รับเงินสนับสนุนจากยูเซดและโอเพ่นโซไซตีและขณะนี้กำลังติดต่อให้ทั้งสององค์กรช่วย"กดดัน" กองทัพ หลังจากที่มีการขับไล่ทักษิณจากขุมอำนาจและปราบปรามเครือข่ายที่บ่อนทำลายของทักษิณ ซึ่งมีปิ่นแก้วเองเป็นส่วนหนึ่งในนั้น การล้อเลียนด้วย"กรวยศักดิ์สิทธิ์"ดังในภาพก็เชื่อมโยงกับการล้อเลียนบนเวทีเสื้อแดงด้วย)

การบ่อนทำลายดังกล่าวรวมไปถึงกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธกลุ่มใหญ่ ซึ่งได้สะสมคลังอาวุธไว้ทั่วประเทศ รอการก่อ"สงครามกลางเมือง" ส่วนอีกเครือข่ายหนึ่งก็คือกลุ่มนักวิชาการเทียมที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากต่างประเทศ นักวิชาการเหล่านี้หลบซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมของตำแหน่ง ความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพ และความเป็นอาจารย์ คอยเที่ยวเร่ขายโฆษณาชวนเชื่อเพื่อโปรโมททักษิณ โปรโมทโลกาภิวัฒน์ แต่มุ่งโจมตีสถาบันหลักต่างๆของชาติ แทนที่ด้วยองค์กรอิสระที่ได้รับการสนับสนุนบริษัทิทุนข้ามชาติจากต่างประเทศ

เราได้เคยอธิบายอย่างละเอียดถึงกลุ่มองค์กรของวอชิงตัน กองทุนเพื่อประชาธิปไตยของสหรัฐฯ องค์กรอิสระต่างๆที่ได้รับทุนสนับสนุน หลักๆประกอบด้วย ประชาไท มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน องค์กรเหล่านี้ทั้งหมดได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านความพยายามที่จะปรามปรามจักรกลทางการเมืองของระบอบทักษิณ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์ตีพิมพ์บทความเรื่อง"การประท้วงรัฐประหารบนท้องถนนกับสื่อสารสังคม" รายงานว่า:
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สหภาพเพื่อเสรีภาพพลเมือง และมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ได้เรียกร้องให้กลับคืนสู่ระบอบพลเรือนประชาธิปไตย และให้กองทัพกลับเข้ากรมกอง

คำเรียกร้องนี้เกือบจะคัดลอกคำต่อคำจากคำเรียกร้องของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ประนามรัฐประหาร และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยทันที ซึ่งจะคืนอำนาจให้กับระบอบทักษิณอีกครั้งหนึ่ง สิ่งนี้ย่อมบ่งบอกถึงบทบาทที่แท้จริงของขององค์กรอิสระเหล่านี้ นั่นคือการสะท้อนเสียงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้เป็นสำเนียงท้องถิ่นนั่นเอง

เฉพาะประชาไทองค์กรเดียวก็ได้รับเงินสนับสนุนต่างชาติจำนวนหลายล้านบาทต่อปี ความจริงนี้เพิ่งถูกเปิดเผยในปี 2554 ภายหลังจากที่มีการเรียกร้องความโปร่งใสขององค์กร ทำให้ต้องมีการเปิดเผยบางส่วนออกมา การเปิดเผยเงินทุนสนับสนุนของประชาไททำถึงเพียงปีงบประมาน 2554-2555 และทำเฉพาะภาคภาษาอังกฤษเท่านั้น ผู้อ่านประชาไทภาคภาษาไทยจนถึงทุกวันนี้ ยังคงถูกเชิญชวนให้บริจาค โดยไม่เคยรับทราบเลยว่าองค์กรนี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนเป็นล้านๆทุกๆปี จนถึงทุกวันนี้เว็บไซต์ทางการของกองทุนเพื่อประชาธิปไตยของสหรัฐฯยังคงประกาศรายชื่อประชาไทเป็นผู้รับเงินสนับสนุนอยู่

เมื่อตระหนักถึงสิ่งนี้เท่านั้น เราจึงจะเข้าใจบทบาทที่องค์กรอิสระอำพรางปราศจากความโปร่งใสเหล่านี้ กำลังเล่นละครตบตาอยู่บนเวทีสานสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์ต่างชาติกับประชาคมนักวิชาการเทียมทาสเงินต่างแดน

เชียงใหม่ - อดีตศูนย์กลางแห่งอำนาจทางการเมืองของทักษิณ
ขอเริ่มที่ภาคเหนือประเทศไทย ศูนย์กลางแห่งอิทธิพลทางการเมืองของทักษิณคือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเหนือยังเป็นแหล่งกำเนิดของกลุ่ม"รักเชียงใหม่51" เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆของไทย มช.ก็เป็นแหล่งของเหล่านักวิชาการมืออาชีพ ที่มีทักษะความสามารถหลากหลาย

แต่เมื่อเครือข่ายแห่งการบ่อนทำลายของทักษิณเริ่มกัดกร่อนประเทศไทยแบบสนิมใน มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็ประสบเคราะห์กรรมของการที่เป็นแหล่งของบุคคลอย่างปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ปิ่นแก้วเอง"ศึกษาเรียนรู้"ขบวนการคนเสื้อแดงของทักษิณอย่างสม่ำเสมอ และเข้าร่วม"การสัมมนา"ศึกษาคุณค่า"การพิทักษ์ประชาธิปไตย"ของขบวนการ เธอถึงกับกลัาชี้แจงระหว่างการสัมมนาครั้งหนึ่งว่า เธอประทับใจคนเสื้อแดงคนหนึ่ง เพราะเขาสารภาพว่าเคยศรัทธาในสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่เคารพของไทย แต่บัดนี้ได้เปลี่ยนข้างแล้ว

การที่ปิ่นแก้วไม่อาจรักษาความเป็นกลาง ความเป็นมืออาชีพ และความเป็นนักวิชาการ ภายใต้วาระซ่อนเร้นทางการเมืองของเธอ ย่อมเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มิเพียงเท่านั้น เธอยังมีกิจการสิ่งที่เธอเรียกว่า"ร้านหนังสือ" ซึ่งรับเงินสนับสนุนจากยูเซด และมูลนิธิโอเพ่นโซไซตีของอาชญากรทางการเงิน จอร์จ โซรอส ร้านหนังสือควรจะทำรายได้จากการจำหน่ายหนังสือ แต่ร้านหนังสือของเธอกลับรับเงินสนับสนุนจากองค์กรรัฐบาลต่างด้าวไม่เพียงแค่หนึ่ง แต่เป็นสององค์กร สิ่งนี้ทำให้ต้องสงสัยว่าร้านหนังสือของเธอ "บุ๊ครีพับลิก" เพียงแค่ฉากบังหน้าหรือไม่

ทันทีที่เกิดรัฐประหาร ปิ่นแก้วเกิดรู้สึกหวั่นไหว เธอเขียนหาเพื่อนว่า:
"ฉันเขียนถึงผู้สนับสนุนกิจกรรมของบุ๊ครีพับลิก (ยูเซด มูลนิธิโอเพ่นโซไซตี) ว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยเราในสถานการณ์นี้ แม้ว่ามันคงไม่สร้างแรงกดดันอะไรมากนัก ถึงอย่างไรกองทัพดูจะไม่สนใจฟังใครเลย แต่อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าแรงกดดันจากนานาชาติจะช่วยทำให้กองทัพก้าวร้าวต่อประชาชนอย่างยากลำบากขึ้น"

คำว่า"ประชาชน"ของปิ่นแก้วหมายถึงพวกที่ช่วยเหลือสมรู้ร่วมคิดกับทักษิณนั่นเอง นอกจากการสนับสนุนทักษิณและเครือข่าย หรือแม้กระทั่งการเข้าร่วมชุมนุมประท้วงร่วมกับคนเสื้อแดงแล้ว ปิ่นแก้วยังถึงกับขอให้รัฐบาลต่างชาติทำการ"กดดัน"กองทัพ และเธอทำเช่นนี้โดยการติดต่อสถาบันต่างชาติที่สนับสนุนเงินทุนกับกิจการของเธอ การเรียกรัฐบาลต่างชาติให้"กดดัน"ประเทศของตนก็คือนิยามของคำว่า"ทรยศ"นั่นเอง การที่ปิ่นแก้วกระทำเพื่อปกป้องระบอบทักษิณที่ถูกขจัดออกไปยิ่งเป็นประเด็นปัญหามากขึ้น เนื่องจากเธออ้างตัวเป็นผู้เรียกร้อง"ประชาธิปไตย" และ"สิทธิมนุษยชน" เพราะสองสิ่งนี้ไม่มีอยู่ในระบอบทักษิณ

นิติราษฎร์ - มะเร็งของประชาคมนักวิชาการไทย
ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย ศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้ได้สร้างคุณูปการด้านต่างๆในสังคมไทยอย่างเห็นประจักษ์ชัด อย่างไรก็ตาม องค์กรเกิดใหม่ไม่นานนี้ที่เรียกตนเองว่า"นิติราษฎร์" ได้สร้างมลทินแก่ชื่อเสียงของธรรมศาสตร์ และได้ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นภาพแห่งการล็อบบี้ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง ทว่าภายใต้เสื้อคลุมของ"นักวิชาการ"



(ภาพ 2: สื่อไทยนำเสนอมากขึ้นเกี่ยวกับเครือข่ายที่กล่าวอ้างเป็นนักวิชาการแต่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ)

องค์กรเหล่านี้อ้างว่าเป็นองค์กรที่เป็นกลาง ปลอดการเมือง มุ่งปกป้อง"ประชาธิปไตย" และต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่า"กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพที่รุนแรงเกิน" แต่ในการประชุมครั้งแรกๆครั้งหนึ่งกลับมีแต่คนเสื้อแดงของทักษิณทั้งหอประชุม คนที่นั่งคุมงานอยู่แถวหน้าคือล็อบบี้ยิสท์รับจ้างของทักษิณ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม จากบริษัทิอัมสเตอร์ดัมแอนด์พาธเนอร์ส แทนที่จะเป็นการประชุมทางวิชาการ มันกลับเป็นการประชุมสร้างแบรนด์ใหม่ให้กับขบวนการเสื้อแดงของทักษิณ ซึ่งเดิมถูกมองว่าไร้การศึกษา และนิยมความรุนแรง แม้ในสายตาของต่างประเทศก็ตาม แทนที่จะเป็นขบวนการ"เพื่อประชาธิปไตย" มันกลับเป็นขบวนการลัทธิบูชาบุคคลในครอบครัวชินวัตร

นิติราษฎร์ควรจะเป็นขบวนการที่มีแก่นแห่ง"เสรีนิยม" และ"ก้าวหน้า" แต่กลับล้มเหลว นี่เป็นตัวอย่างที่แจ่มชัดของ"ประชาคมนักวิชาการ"ที่ถูกใช้คลุมอำพรางชุมนุมคนเสื้อแดงที่เบาปัญญาและบิดเบือน เพียงแค่มีการบรรยายกฎหมายมาแทนบรรยายกาศเดิมๆสไตล์อาหารฟรีดนตรีลูกทุ่งเท่านั้นเอง

คนไทยหลายคนคงสงสัยอยู่แล้วว่า นิติราษฎร์น่าจะได้รับการสนับสนุนจากทักษิณ แต่พวกเขาคงไม่รับทราบประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างมหันต์ของนิติราษฎร์ สาวิตรี สุขศิริ อาจารย์นิติศาตร์ ธรรมศาสตร์ สมาชิกนิติราษฎร์ ถูกควบคุมตัวโดยกองทัพเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่เธอเดินทางกลับจากสหรัฐฯ การเดินทางของเธอครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเธอยอมรับว่าเป็นโครงการของสถานทูติสหรัฐฯ ผู้สนับสนุนของเธอ อย่างเช่น กานต์ ยืนยง ผู้ก่อตั้งและผอ.สยามอินเทลีเจ้นท์ยูนิต ก็ยอมรับว่าว่าเธอเดินทางไปในโครงการแลกเปลี่ยนที่มีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯสนับสนุน

สาวิตรีร่วมเขียนในรายงานประจำปี2013ของฟรีดอมเฮ้าส์ ทุกๆปีรายงานของ'ฟรีดอมเฮ้าส์'นี้ได้ถูกใช้โดยตะวันตกเพื่อบ่อนทำลายระบบการเมืองในประเทศต่างๆทั่วโลก ที่ตะวันตกต้องการล้มล้าง และต้องการแทนที่ด้วยระบอบที่ฝักใฝ่ตะวันตก นี่แหละเป็นประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างมหันต์ที่สุดของสาวิตรี ไม่เพียงแต่สาวิตรีมีล้อบบี้ยิสท์ของทักษิณ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นั่งอยู่แถวหน้าในที่ประชุมของเธอเท่านั้น เธอยังให้ความร่วมมือกับฟรีดอมเฮ้าส์ซึ่งมีล้อบบี้ยิสท์อีกคนของทักษิณ เคนเนธ อเดลแมน นั่งในบอร์ดบริหาร อเดลแมนเป็นล้อบบี้ยิสท์ให้ทักษิณตั้งแต่ปี 2550 ไม่นานหลังจากการรรัฐประหารครั้งแรกที่เกิดขึ้นเพื่อล้มล้างจักรกลทางการเมืองของทักษิณ เขาเป็นล้อบบี้ยิสท์ของทักษิณในนามของอเดลแมนพีอาร์ ซึ่งเป็นบริษัทิพีอาร์ใหญ่ที่สุดของโลก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฟรีดอมเฮ้าส์ซึ่งเขานั่งในตำแหน่งผอ.นั้น ก็เริ่มรับใช้จักรกลทางการเมืองของทักษิณในการบ่อนทำลายศัตรูของทักษิณ




(ภาพ 3: ล้อบบี้ยิสท์ของทักษิณ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นั่งอยู่แถวหน้าในที่ประชุมแรกๆครั้งหนึ่งของนิติราษฎร์ เขาถูกห้อมล้อมโดยคนเสื้อแดง บางคนถึงกับถือรูปทรราชผู้ถูกขับออกไปเข้ามาในหอประชุม)

สาวิตรียังเป็น"พยานผู้ถูกร้อง"ในคดีอาญาของ จีรานุช เปรมชัยพร ผอ.ของประชาไทที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ ทุกก้าวของเธอ เธอเผยตนเป็นผู้รับเงินสนับสนุนและความช่วยเหลือจากสหรัฐฯอยู่เสมอๆ หรือไม่ก็ใช้ฉากหน้าของความเป็นนักวิชาการของเธอเข้าช่วยเหลือสนับสนุนบรรดาผู้รับเงินสนับสนุน

ในขณะที่สาวิตรีและนิติราษฎร์พยายามอ้างแสดงตนเป็นผู้พิทักษ์และตัวแทนประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนของไทย การขาดความโปร่งใสและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของพวกเขานี้เอง ทำให้สารที่พวกเขานำเสนอช่างไร้นำ้หนัก พวกเขาเป็นแค่นักล๊อบบี้ภายใต้เสื้อคลุมนักวิชาการ ที่ทำงานร่วมกับล๊อบบี้ยิสต์ทางการของทักษิณ ชินวัตร ทรราชผู้ถูกปลดออกนั่นเอง การที่พวกเขาทำงานโดยมีผลประโยชน์ซ่อนเร้นและซ่อนร้ายนี้เองได้กัดกร่อนหลักการที่พวกเขาชูธง แต่มีวาระแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

ฟรีดอมเฮ้าส์ และกองทุนเพื่อประชาธิปไตยของสหรัฐฯ: ทั้งไม่ฟรีทั้งไม่ประชาธิปไตย
สิ่งที่กัดกร่อนฉากหน้า"นักวิชาการ"ของสาวิตรีและปิ่นแก้วมากยิ่งไปอีกคือความจริงที่ว่า ผู้สนับสนุนและผู้ร่วมงานต่างชาติของพวกเขาอยู่ขั้วตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับหลักการที่เขาทั้งสองเที่ยวเร่ขายอยู่โดยมีนัยยะแอบแฝงทางการเมือง



เราพบชื่อ จอห์น บอห์น พ่อค้าปิโตรเคมี นั่งอยู่ในบอร์ดกองทุนเพื่อประชาธิปไตยของสหรัฐฯ (NED) เขาเป็นนายแบงค์สากลของเวลล์ ฟาร์โก เป็นเวลา 13 ปี และขณะนี้ยังคงเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทิโกลบอลด์เน็ต พาร์ตเนอร์ บริษัทิที่ปรึกษาระดับโลกที่คอยช่วยเหลือบริษัทิต่างชาติให้"เข้าสู่ตลาดจีนอันซับซ้อนได้อย่างสะดวก" แน่นอนว่าความสามารถของบอห์นในการประสานอำนาจทางการเมืองของจีนผ่านทางกิจกรรมต่างๆของNED ทั้งภายในจีนเอง หรือเครือข่ายของจีน ย่อมส่งผลถึงการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่น่าหวั่นใจ อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่า"การขัดกันแห่งผลประโยชน์"กลายเป็นแนวเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาของNED และฟรีดอมเฮาส์

คนที่มาร่วมงานกับบอห์นต่อมาคือ ริต้า ดิมาร์ตีโน่ เขาทำงานให้กับ AT&T ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายความสัมพันธ์กับรัฐสภา AT&T เป็นสมาชิกของ"สภาความสัมพันธ์ต่างประเทศ" (CFR) แต่ริต้าก็เป็นบอร์ดของ CFR ด้วย เช่นเดียวกัน ขณะที่เคนเนธ ดูเบอร์สเตน เป็นบอร์ดของบริษัทิโบอิ้ง -ที่รับผลกำไรจากสงคราม บอร์ดของบริษิทินำ้มันโคโคโนฟิลิปส์ บอร์ดของแม็คคาลีเรียลตี้คอร์ป และผอ.ของแฟนนีเม จนถึงปี 2550 เคนเนธ ดูเบอร์สเตน ผู้มีชื่ออยู่ใน 500 คนของฟอร์บผู้นี้ก็เป็นบอร์ดของ CFR ด้วย เช่นเดียวกับบริษัทิสองแห่งที่เขานั่งเป็นประธาน โบอิ้งกับโคโนฟิลิปส์